ผ่าตัดหัวเข่า ทางเลือกใหม่ของผู้ปวดเข่าเรื้อรัง
ศูนย์ : ศูนย์กระดูกและข้อ
บทความโดย : นพ. นิธิวุฒิ ปิ่นสิรานนท์
การผ่าตัดหัวเข่าเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่าเรื้อรัง หรือข้อเข่าเสื่อมในระยะรุนแรงที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ โดยในปัจจุบันมีทั้งการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด (TKA) และบางส่วน (UKA) ซึ่งมีการนำเทคนิคระงับปวดมาใช้เพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไวและกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติรวดเร็วขึ้น
อาการปวดเข่าเรื้อรังไม่เพียงส่งผลต่อการเคลื่อนไหว แต่ยังลดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว ทั้งจากโรคข้อเข่าเสื่อม การบาดเจ็บสะสม หรือภาวะเสื่อมตามอายุ แม้การรักษาด้วยยา การทำกายภาพบำบัด และการปรับพฤติกรรมจะช่วยบรรเทาอาการได้ในระยะแรก แต่สำหรับบางราย การผ่าตัดหัวเข่าอาจเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว ปัจจุบันการผ่าตัดหัวเข่าไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป โดยเฉพาะการนำเทคนิคระงับปวดมาใช้ร่วมกับการผ่าตัด เพื่อช่วยคลายความวิตกเรื่องอาการปวดหลังผ่าตัดและสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างคล่องตัวได้รวดเร็วมากขึ้น
สารบัญ
- ‘หัวเข่า’ กับโครงสร้างภายในที่สำคัญ
- สาเหตุของอาการปวดและการผ่าตัดหัวเข่า
- ข้อเข่าเสื่อมรักษาหายไหม ต้องผ่าตัดทุกคนหรือไม่ ?
- วิธีการตรวจข้อเข่าก่อนผ่าตัดหัวเข่า
- การผ่าตัดหัวเข่า 2 รูปแบบ พร้อมเทคนิคระงับปวด
- ใครบ้างที่ควรเข้ารับการผ่าตัดเข่าเสื่อม ?
- การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดหัวเข่า
- หลังผ่าตัดหัวเข่าต้องพักฟื้นตัวนานแค่ไหน มีอะไรที่ควรระวังบ้าง ?
- อายุการใช้งานของข้อเข่าเทียมและข้อควรระวังระยะยาว
- ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดหัวเข่า
- ผ่าตัดหัวเข่า หมดกังวลอาการปวดข้อเข่า
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการถ่ายเป็นเลือด (FAQs)
- ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
‘หัวเข่า’ กับโครงสร้างภายในที่สำคัญ
ข้อเข่า ประกอบด้วยกระดูกสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ กระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกสะบ้า ยึดประสานกันด้วยเส้นเอ็น ซึ่งนับว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ข้อเข่าแข็งแรง โดยมีกระดูกอ่อนที่เรียบและลื่นทำหน้าที่คลุมผิวสัมผัสเพื่อรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นขณะมีการเคลื่อนไหวข้อ และทำให้รูปร่างกระดูกพอดีกัน รวมถึงช่วยให้ข้อมั่นคง นอกจากนี้ ภายในข้อเข่ายังมีน้ำหล่อเลี้ยงที่ช่วยในการหล่อลื่นและถ่ายน้ำหนักอีกด้วย หากกระดูกอ่อนที่อยู่บริเวณข้อต่อเกิดการสึกหรอ เสื่อม หรือบางลง ข้อต่อจะเกิดการเสียดสีกันโดยตรง ทำให้เกิดอาการเจ็บ ปวด บวม ขยับได้ลำบาก จนเกิดเป็นภาวะข้อเข่าเสื่อม
สาเหตุของอาการปวดและการผ่าตัดหัวเข่า
อาการปวดเข่าที่รุนแรงจนถึงขั้นต้องได้รับการผ่าเข่า มักเป็นผลมาจากความเสียหายของโครงสร้างภายในข้อเข่าที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการอื่นได้แล้ว โดยสาเหตุหลัก มีดังนี้
- โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ซึ่งนำไปสู่การผ่าตัดข้อเข่าเสื่อมเพื่อเปลี่ยนข้อเข่าเทียม มักเกิดจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อ เมื่อกระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับและลดแรงเสียดทานสึกหรอลง กระดูกจะเสียดสีกันโดยตรง ทำให้เกิดอาการปวด บวม ข้อฝืดขัด มีเสียงดังในข้อขณะเคลื่อนไหว โดยสาเหตุของโรคนี้มาจากอายุที่มากขึ้น น้ำหนักตัวมากเกินไป รวมถึงการใช้งานข้อเข่าผิดลักษณะ หรือมากเกินไป
- กระดูกเข่าแตก หรือกระดูกหักบริเวณข้อเข่า (Knee Fractures) มักเกิดจากอุบัติเหตุที่ส่งผลให้กระดูกเข่าแตก หรือหักอย่างรุนแรง จึงจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด เพื่อจัดตำแหน่งกระดูกและยึดตรึงให้เข้าที่ เพื่อให้ข้อเข่ากลับมาใช้งานได้ตามปกติ หากปล่อยไว้ หรือรักษาไม่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะข้อเข่าผิดรูป หรือเกิดโรคข้อเข่าเสื่อมตามมา
- การบาดเจ็บรุนแรงของข้อเข่า ในบางกรณี การบาดเจ็บเฉียบพลันที่รุนแรงอาจทำให้โครงสร้างสำคัญภายในข้อเข่าเสียหายอย่างถาวร จนต้องได้รับการผ่าเข่าเพื่อฟื้นฟูการทำงานของข้อเข่า เช่น เอ็นไขว้หน้า เส้นเอ็นอักเสบ หรือเอ็นอื่นและหมอนรองกระดูกฉีกขาดอย่างรุนแรง
- โรคข้ออักเสบชนิดอื่น นอกจากข้อเข่าเสื่อมแล้ว โรคข้ออักเสบอื่น ๆ บางชนิดก็สามารถทำลายข้อเข่าอย่างรุนแรงจนต้องรับการผ่าตัดได้ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเกาต์ การติดเชื้อในข้อเข่า เป็นต้น
ข้อเข่าเสื่อมรักษาหายไหม ต้องผ่าตัดทุกคนหรือไม่ ?
หลายคนมักสงสัยว่าข้อเข่าเสื่อมจะรักษาหายไหม ? ในทางการแพทย์ ภาวะนี้เป็นการเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนตามกาลเวลาซึ่งไม่สามารถกลับมาเป็นกระดูกอ่อนที่สมบูรณ์เหมือนวัยหนุ่มสาวได้ แต่สามารถรักษาให้หายจากความเจ็บปวดและกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างเป็นอิสระอีกครั้ง โดยแนวทางการรักษาจะแบ่งตามความรุนแรงของอาการ ดังนี้
ระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง
เป็นช่วงที่กระดูกอ่อนเริ่มบางลงเล็กน้อย มีอาการปวดเมื่อเคลื่อนไหวหนัก หรือเริ่มมีอาการข้อเข่าติดขัดในตอนเช้า แพทย์จะเน้นการรักษาเพื่อประคับประคองและชะลอความเสื่อมโดยไม่ผ่าตัด เช่น การทานยา, ทำกายภาพบำบัด, การฉีดน้ำเลี้ยงข้อ (Hyaluronic Acid) หรือการฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) รวมถึงการลดน้ำหนัก
ระยะรุนแรง
เมื่อการรักษาแบบประคับประคองทุกวิธีข้างต้นไม่ได้ผล และผู้ป่วยยังคงปวดเข่าอย่างต่อเนื่องแม้ขณะพักผ่อน หรือเข่าเริ่มผิดรูป การผ่าตัดเข่าจะกลายเป็นทางเลือกที่ให้ผลลัพธ์ดีที่สุด โดยเป้าหมายการผ่าตัดคือการตัดส่วนที่ปวดออกและจัดแนวแกนขาให้ตรง เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาเดินลงน้ำหนักได้เต็มเท้าและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
วิธีการตรวจข้อเข่าก่อนผ่าตัดหัวเข่า
ก่อนการผ่าตัดหัวเข่า ผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายมีความพร้อมและเหมาะสมสำหรับการผ่าตัดมากที่สุด รวมถึงวางแผนการผ่าตัดเข่าเสื่อมให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีวิธีการตรวจ ดังนี้
- การซักประวัติอย่างละเอียด ประวัติคนในครอบครัว ประวัติการบาดเจ็บข้อเข่า
- การตรวจร่างกายประเมินข้อเข่า เช่น ตรวจดูว่าสามารถเหยียดและงอเข่าได้มากน้อยเพียงใด มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวหรือไม่ ร่วมกับการประเมินความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เป็นต้น
- การเอกซเรย์ข้อเข่า หากมีภาวะข้อเข่าเสื่อม ฟิล์มที่ปรากฏจะมองเห็นช่องว่างแคบ ๆ ระหว่างข้อเข่าด้านบนและข้อเข่าด้านล่าง แสดงให้เห็นว่ามีการสึกหรอของกระดูกอ่อน และอาจมีการตรวจว่ามีกระดูกงอก มีการผิดรูปของข้อเข่าหรือไม่
- การเอกซเรย์ปอด เพื่อประเมินสภาพปอดและหัวใจก่อนการดมยาสลบ
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ
- การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Scan) อาจพิจารณาตรวจ MRI ในกรณีที่ไม่แน่ใจในการวินิจฉัย หรือต้องการดูรายละเอียดของเนื้อเยื่ออ่อน เช่น หมอนรองกระดูก ดูว่าเส้นเอ็นไขว้หน้าขาดหรือไม่ หรือตรวจเพื่อกระดูกอ่อนผิวข้อที่การ X-ray ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
การผ่าตัดหัวเข่า 2 รูปแบบ พร้อมเทคนิคระงับปวด
การผ่าตัดหัวเข่าที่พบบ่อยที่สุดคือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด (Total Knee Arthroplasty - TKA)
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด เป็นการผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการปวดเข่าอย่างรุนแรงและมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวที่เกิดจากภาวะข้อเข่าเสื่อม หรือโรคข้ออักเสบ โดยเป็นวิธีการรักษาภาวะข้อเข่าเสื่อมในระยะปานกลางถึงระยะรุนแรง ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็นวิธีสากลที่ให้ผลการรักษาดีที่สุด ทำให้หายปวดเข่า ข้อเข่ากลับมาเคลื่อนไหวได้ดีดังเดิม
ขั้นตอนและวัสดุที่ใช้- การเตรียมผิวข้อ โดยแพทย์จะนำผิวข้อเข่าส่วนที่เสื่อมสภาพหรือเสียหายออกทั้งหมด ทั้งส่วนปลายกระดูกต้นขา (Femur) ส่วนบนของกระดูกหน้าแข้ง (Tibia) และอาจรวมถึงผิวด้านหลังของกระดูกสะบ้า (Patella) ในกรณีที่เสียหายมาก
- การทดแทนด้วยวัสดุคุณภาพสูง โดยใส่ข้อเข่าเทียมที่ผลิตจากโลหะผสม เช่น โคบอลต์-โครเมียม หรือไทเทเนียมและพลาสติกโพลีเอทิลีน ที่มีความหนาแน่นสูงเข้าไปแทนที่
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน (Unicompartmental Knee Arthroplasty - UKA)
การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนเฉพาะส่วนของข้อเข่าที่เสื่อมเท่านั้น มักทำในกรณีที่ข้อเข่าเสื่อมเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น ด้านใน หรือด้านนอก เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ข้อเข่าเสื่อมไม่รุนแรงมากและยังเหลือกระดูกอ่อนที่ดีในส่วนอื่น
ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลกับอาการปวดหลังผ่าตัด แพทย์จะใช้เทคนิคการระงับปวดโดยการฉีดยาชาบริเวณรอบเส้นประสาทส่วนปลาย (Peripheral Nerve Block) ซึ่งช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี ลดความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวด ทำให้สามารถเริ่มทำกายภาพบำบัดและเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล ฟื้นตัวระยะสั้น ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้เร็วและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ไวขึ้น
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการผ่าตัดเข่าเสื่อม ?
การตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดหัวเข่า ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน หรือทั้งหมด เป็นการตัดสินใจที่สำคัญซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ควรเข้ารับการผ่าตัดเข่ามักจะมีลักษณะ หรืออาการ ดังต่อไปนี้
- ผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมที่มีการสึกหรอและเสื่อมสภาพ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากภาพถ่ายรังสี
- ผู้ที่มีอาการปวด บวม ตึงข้อเข่า ปวดเข่ารุนแรงและเรื้อรัง ซึ่งส่งผลต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
- ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล เช่น การรับประทานยาแก้ปวด ยารักษาเข่าเสื่อม ยาต้านการอักเสบ การฉีดน้ำเลี้ยงข้อ การทำกายภาพบำบัด หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว แต่ยังไม่หายปวดเข่า
- ผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวอย่างมาก ไม่สามารถเหยียด หรือพับเข่าได้เต็มที่ ทำให้เดินลำบาก ไม่สามารถทำกิจกรรมปกติได้ ข้อเข่ามีอาการติดขัด ล็อก หรือมีเสียงผิดปกติขณะเคลื่อนไหว
- มีการบาดเจ็บรุนแรง ทำให้โครงสร้างข้อเข่าเสียหายถาวร
การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดหัวเข่า
การเตรียมตัวที่ดีก่อนเข้ารับการผ่าตัดหัวเข่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของการผ่าตัดและการฟื้นตัวที่รวดเร็ว เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยควรเตรียมพร้อมดังนี้
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และดื่มน้ำสะอาด 6-8 แก้วต่อวัน
- ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม เพื่อลดภาระของข้อเข่าและช่วยให้การฟื้นตัวง่ายขึ้น
- บริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนให้แข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นขา ซึ่งจะช่วยพยุงข้อเข่าและทำให้การฟื้นตัวหลังผ่าตัดดีขึ้น
- เลือกออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย เช่น การเดิน เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน
- ฝึกบริหารปอดด้วยการหายใจเข้าลึก ๆ ยาว ๆ บ่อย ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการดมยาสลบ
- ตรวจเช็กร่างกาย หากมีแผล มีการติดเชื้อที่ผิวหนัง หรืออาการปวดแสบขัดขณะปัสสาวะ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของทางเดินปัสสาวะอักเสบ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรักษาให้หายดีก่อนการผ่าตัด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ข้อเข่าเทียม
- ดูแลสุขภาพช่องปาก ควรทำฟัน อุดฟัน หรือขูดหินปูนให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงของการติดเชื้อจากช่องปาก
- งดสูบบุหรี่ อย่างน้อย 6 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
- งดยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาแอสไพริน อย่างน้อย 7 วันก่อนผ่าตัด หรือตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะเลือดออกมากผิดปกติระหว่างและหลังผ่าตั
- ทำจิตใจให้สงบและผ่อนคลาย ความวิตกกังวลสามารถส่งผลต่อการฟื้นตัวได้
- จัดหาผู้ดูแลเพื่อช่วยเหลือในกิจวัตรประจำวันในช่วงหลังผ่าตัดเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือตามความเหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วย
หลังผ่าตัดหัวเข่าต้องพักฟื้นตัวนานแค่ไหน มีอะไรที่ควรระวังบ้าง ?
หลังจากผ่าตัดหัวเข่า ระยะเวลาในการพักฟื้นและการดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อให้ผลการรักษาออกมาดีที่สุด โดยทั่วไปแล้ว ระยะเวลาพักฟื้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับประเภทของการผ่าตัด สภาพร่างกายของผู้ป่วย และความมุ่งมั่นในการทำกายภาพบำบัด ดังนี้
ข้อควรระวังและสัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์
แม้ว่าการผ่าตัดเข่าในปัจจุบันจะมีภาวะแทรกซ้อนต่ำมาก แต่ผู้ป่วยและญาติควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ หากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบติดต่อแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด
- อาการทางแผลผ่าตัด มีเลือด หนอง หรือน้ำเหลืองซึมออกจากแผล แผลมีอาการบวม แดง หรือรู้สึกร้อนผิดปกติ
- อาการปวดผิดปกติ ปวดเข่าอย่างรุนแรงจนยาแก้ปวดที่แพทย์จัดให้ไม่สามารถบรรเทาอาการได้
- สัญญาณการติดเชื้อ มีไข้สูง หนาวสั่น หรือรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวผิดปกติ
- ความผิดปกติของขา มีอาการบวมที่น่อง หรือเท้าอย่างรุนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ
- การเคลื่อนไหว ข้อเข่าติดขัดกะทันหัน หรือมีเสียงผิดปกติพร้อมกับอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง
โดยในช่วง 3 เดือนแรก ควรหลีกเลี่ยงการขึ้น-ลงบันไดบ่อยเกินความจำเป็น และควรจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัย เช่น การใช้พรมกันลื่นในห้องน้ำ การจัดวางสิ่งของให้หยิบจับง่ายเพื่อลดความเสี่ยงในการอุบัติเหตุ
อายุการใช้งานของข้อเข่าเทียมและข้อควรระวังระยะยาว
หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุด คือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมจะอยู่ได้นานแค่ไหน ? ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ที่ก้าวหน้าไปมาก ทำให้ข้อเข่าเทียมมีอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20 ปี หรืออาจนานกว่านั้นหากได้รับการดูแลที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม อายุการใช้งานของข้อเทียมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ
ปัจจัยที่อาจทำให้อายุการใช้งานข้อเข่าเทียมสั้นลง
- กิจกรรมที่มีแรงกระแทกสูง การใช้งานที่หนักเกินไปจะทำให้พลาสติกที่เป็นหมอนรองกระดูกเทียมสึกหรอเร็วขึ้น
- น้ำหนักตัว โดยผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) สูงเกินเกณฑ์ จะทำให้ข้อเข่าเทียมต้องรับภาระหนักตลอดเวลา
- การติดเชื้อ หากมีการติดเชื้อในกระแสเลือดและลามไปยังข้อเข่า อาจทำให้ข้อเข่าเทียมหลวมและจำเป็นต้องผ่าตัดแก้ไข
- ช่วงอายุของผู้ป่วย ผู้ป่วยที่ผ่าตัดตั้งแต่อายุยังน้อยมักมีกิจกรรมมากกว่าผู้สูงอายุ ส่งผลให้ข้อเข่าเทียมสึกหรอเร็วกว่า
กิจกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อถนอมข้อเข่าเทียม
- การกระโดด หรือการวิ่งที่มีแรงกระแทกสูง เช่น บาสเกตบอล หรือการวิ่งมาราธอน
- การยกของหนักต่อเนื่อง ซึ่งจะเพิ่มแรงกดทับต่อวัสดุผิวสัมผัส
- การนั่งยอง นั่งพับเพียบ หรือนั่งขัดสมาธิ จะทำให้เกิดมุมงอเข่าที่มากเกินไป ส่งผลให้ข้อเทียมสึกหรอหรือหลวมได้ง่าย
- กีฬาที่มีการบิดหมุนเข่ากะทันหัน เช่น ฟุตบอล หรือเทนนิส
ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดหัวเข่า
การวางแผนงบประมาณเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรักษา ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดหัวเข่าของผู้ป่วยแต่ละรายจะไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก ดังนี้
- ประเภทของการผ่าตัด : การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด (TKA) และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน (UKA) มีกระบวนการและอุปกรณ์ที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อราคาเริ่มต้น
- วัสดุของข้อเข่าเทียม : ปัจจุบันมีตัวเลือกวัสดุหลายเกรด เช่น โลหะผสมพื้นฐาน หรือวัสดุพิเศษที่ลดการเสียดสีและรองรับการงอได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อราคาทั้งชุดอุปกรณ์
- รูปแบบการระงับความรู้สึก : ไม่ว่าจะเป็นการดมยาสลบ หรือการฉีดยาชาเข้าทางช่องไขสันหลัง ร่วมกับการใช้เทคนิคระงับปวดเฉพาะจุด (Nerve Block) เพื่อช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวไว
- จำนวนวันที่พักฟื้นและประเภทห้องพัก : ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลปกติจะอยู่ที่ 3-5 วัน แต่อาจแตกต่างกันไปตามผู้ป่วยแต่ละราย รวมถึงระดับของห้องพักที่เลือกก็ส่งผลอย่างมากต่อราคา
- สิทธิการรักษาและประกันสุขภาพ : ข้อจำกัดของวงเงินประกัน หรือส่วนต่างของสิทธิสวัสดิการข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ มีผลต่อค่าใช้จ่ายสุทธิที่ผู้ป่วยต้องชำระ
เนื่องจากสภาวะร่างกายและโรคประจำตัวของผู้ป่วยแต่ละท่านไม่เหมือนกัน แนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและปรึกษาแพทย์โดยตรง เพื่อประเมินแผนการรักษาที่เหมาะสมและรับข้อมูลสรุปค่าใช้จ่ายโดยประมาณที่แม่นยำตามความต้องการรายบุคคล
ผ่าตัดหัวเข่า หมดกังวลอาการปวดข้อเข่า
การผ่าตัดหัวเข่าไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป เนื่องจากในปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีและเทคนิคระงับปวด ช่วยให้ฟื้นตัวได้ในระยะสั้นและเจ็บน้อยลง ทั้งยังสามารถฟื้นตัวได้เร็วและเจ็บน้อยลง หากมีอาการปวดเข่า ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน พร้อมให้บริการ ทั้งการรักษาเบื้องต้น และการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเสื่อม ด้วยศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ (ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ) ที่ชำนาญการด้านผ่าตัดข้อเข่าโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด หรือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมบางส่วน มั่นใจได้ว่าจะได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ทำให้สามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อีกครั้ง
เวลาทำการ ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน
- เปิดบริการทุกวัน จันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 น.
สถานที่ตั้ง
- ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน ชั้น 1
ช่องทางติดต่อศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน
- Facebook Fanpage: Nakornthon Hospital
- LINE Official: @nakornthon
- Tel: 02-450-9999 ต่อ 1108-1109
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดหัวเข่า (FAQ)
-
Q: หากผ่าเข่าแล้วจะสามารถขับรถเองได้เมื่อไหร่ ?
A: โดยทั่วไปผู้ป่วยจะสามารถกลับมาขับรถได้หลังจากผ่าตัดไปแล้วประมาณ 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าผ่าตัดข้างไหน หากเป็นข้างขวาอาจต้องรอนานกว่า รวมถึงพิจารณาถึงการควบคุมกล้ามเนื้อขาและการหยุดใช้ยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์ง่วงซึม โดยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อมอีกครั้ง
-
Q: หากอาการปวดเข่ากำเริบในช่วงที่รอผ่าตัด ควรจัดการอย่างไรดี ?
A: สามารถดูแลเบื้องต้นได้ ด้วยการพักใช้งานข้อเข่าและประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมอักเสบ แต่หากปวดมาก อาจต้องรับประทานยาแก้ปวดตามที่แพทย์แนะนำและหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องลงน้ำหนัก หรือพับเข่ามากเกินไป เพื่อไม่ให้อาการแย่ลง
-
Q: หากหลังผ่าตัดเข่ามีอาการไข้ บวมแดง หรือแผลมีน้ำเหลือง ต้องทำอย่างไร ?
A: หากพบอาการไข้สูง แผลบวมแดงร้อน หรือมีของเหลวไหลซึมจากแผล ควรรีบติดต่อแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อ ซึ่งต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน
-
Q: หลังผ่าตัดเข่าเทียม จะสามารถนั่งพับเพียบ หรือนั่งยองได้หรือไม่ ?
A: ควรหลีกเลี่ยงการนั่งยอง นั่งพับเพียบ หรือนั่งขัดสมาธิ เนื่องจากเป็นท่าที่ทำให้ข้อเข่าต้องงอในมุมที่มากเกินไป ส่งผลให้วัสดุข้อเข่าเทียมเกิดการเสียดสี สึกหรอเร็ว หรืออาจทำให้ข้อเทียมหลวมได้ง่ายในระยะยาว
-
Q: ควรผ่าตัดทั้ง 2 เข่าพร้อมกัน หรือผ่าตัดแยกทีละข้าง ดีกว่ากัน ?
A: ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และสภาพร่างกายของผู้ป่วย การผ่าพร้อมกันช่วยให้เจ็บตัวครั้งเดียวและฟื้นตัวพร้อมกัน แต่ต้องมีร่างกายที่แข็งแรงมาก ส่วนการแยกผ่าทีละข้างจะช่วยให้ผู้ป่วยมีขาข้างที่แข็งแรงไว้ช่วยพยุงตัวขณะฝึกเดิน ลดความเสี่ยงในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
ปรึกษาทุกปัญหาสุขภาพแบบออนไลน์
ไม่เสียค่าใช้จ่าย
แพ็กเกจ/โปรโมชั่น
บทความทางการแพทย์ศูนย์กระดูกและข้อ
